Skip to main content

เอกสารฉบับนี้สรุปความพยายามของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทบทวนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (NBSAPs) โดยประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของ NBSAP ฉบับที่ 5 พร้อมทั้งนำเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ กรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลก คุนหมิง–มอนทรีออล (KMGBF) ในช่วงปลายปี 2022 ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง

รายงานฉบับนี้สะท้อนทั้งความคืบหน้าที่ได้ทำไปแล้วและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในกรอบนโยบายของประเทศไทยในการบูรณาการสิทธิของชนเผ่าดั้งเดิมภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (KMGBF) รายงานนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างการ “ยืนยันหลักการ” กับการนำไปปฏิบัติจริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และการเคารพหลักการของการให้ความยินยอมโดยเสรี มีข้อมูลครบถ้วน และได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (FPIC)

IMPECT ยืนยันว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจะยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อรัฐยอมรับชนพื้นเมืองในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรทางวัฒนธรรมและสร้างพื้นที่ที่เท่าเทียมสำหรับการมีส่วนร่วมในการจัดการอย่างแท้จริง

เอกสารฉบับนี้สรุปความพยายามของชนพื้นเมืองในประเทศไทยในการมีส่วนร่วมในกระบวนการทบทวนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (NBSAPs) โดยประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของ ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติฉบับที่ห้า และนำเสนอข้อเสนอแนะต่างๆ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก กุ้ยหลิน-มอนทรีออล (KMGBF) ในปลายปี 2022 ที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและสิทธิของชนพื้นเมือง

การจัดทำและทบทวนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (National Biodiversity Strategies and Action Plans – NBSAPs) เป็นกลไกสำคัญที่รัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ต้องดำเนินการเพื่อกำหนดทิศทางการอนุรักษ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่าด้วย “สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” (Indigenous Peoples and Local Communities – IPLCs) เป็นโจทย์ที่ท้าทายในการทำให้แผนดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและวิถีการจัดการทรัพยากรดั้งเดิมที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม เอกสารทบทวนการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยต่อ NBSAP ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566–2570) จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ในการผลักดันสิทธิของตนในกระบวนการกำหนดนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐ ทั้งยังเผยให้เห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างและอุปสรรคเชิงนโยบายที่ยังคงดำรงอยู่

การรับรองกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลก คุนหมิง–มอนทรีออล (KMGBF) เมื่อปลายปี ค.ศ. 2022 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองให้ผสานอยู่ในเป้าหมายเชิงระบบของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบงานนี้เน้นย้ำว่าการฟื้นฟูธรรมชาติจำเป็นต้องอาศัย “การดำเนินการที่พลิกโฉม” (transformative actions) ซึ่งรวมถึงการยอมรับบทบาทดั้งเดิมของชนพื้นเมือง การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมจากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ–ชุมชนอย่างเท่าเทียม ที่สำคัญ KMGBF ยังยืนยันหลักการพื้นฐานของ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) ว่าเป็นสิทธิที่รัฐภาคีต้องเคารพเมื่อมีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดั้งเดิมและความรู้ทางชีวภาพของชนพื้นเมือง

การที่ประเทศไทยต้องจัดทำ NBSAP ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับกรอบ KMGBF จึงหมายความว่า รัฐมีพันธะในการบูรณาการสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองเข้าสู่แผนโดยตรง ไม่ใช่ในฐานะเพียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายหนึ่ง แต่ในฐานะ “เจ้าของพื้นที่การจัดการเชิงวัฒนธรรม” (territorial managers) ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปรากฏเด่นชัดในงานวิชาการด้านความยั่งยืนทั่วโลก

เอกสารทบทวนสะท้อนว่า ในช่วงเริ่มต้นของการทบทวน NBSAP ฉบับที่ 5 ชนเผ่าพื้นเมืองไทยถูกกีดกันจากกระบวนการเกือบทั้งหมด แม้ว่าจะมีการประสานงานเชิงรุกไปยังหน่วยงานรัฐและที่ปรึกษาโครงการ แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ การเข้าไปมีส่วนร่วมจึงเกิดขึ้น “ในช่วงท้าย” ของกระบวนการผ่านกลไกของ UNDP แทนที่จะเป็นกลไกของรัฐโดยตรง เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างที่ฝังรากในระบบราชการด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งมักให้ความสำคัญกับผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคมากกว่าผู้เชี่ยวชาญเชิงวัฒนธรรม หรือผู้ที่เป็นผู้จัดการทรัพยากรโดยตรงตามวิถีดั้งเดิม

การที่ชนเผ่าพื้นเมืองต้องสร้างเครือข่ายของตนเอง ตั้งแต่การรวมตัวเป็นคณะทำงาน การจัดเวทีสาธารณะ และการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อให้สามารถเข้าร่วมกระบวนการทบทวนแผน สะท้อนถึงธรรมชาติของการต่อรองเชิงโครงสร้าง ซึ่งผู้มีอำนาจตามกฎหมายกำหนดกติกา ส่วนผู้ไม่มีสถานะทางกฎหมายต้องดิ้นรนเพื่อให้เสียงของตนถูกได้ยิน ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในนโยบายระดับประเทศยังดำเนินไปในลักษณะ “การยอมให้เข้าร่วม” มากกว่าการยืนยันสิทธิที่ควรมีโดยชอบตามหลักสากล

การวิเคราะห์เนื้อหา NBSAP ฉบับที่ 5

แม้ประเทศไทยจะปรับปรุง NBSAP ฉบับที่ 5 ให้สอดคล้องกับกรอบ KMGBF และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2567 แต่การตรวจสอบรายละเอียดของแผนแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการกล่าวถึงชนเผ่าพื้นเมืองในหลายเป้าหมาย แต่การบูรณาการกลับเป็นไปในลักษณะ “ยืนยันหลักการ” มากกว่า “กำหนดมาตรการ” ที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และขจัยภัยคุกคาม เป้าหมายที่ 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผนเชิงพื้นที่และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง แม้จะระบุว่าต้องเคารพสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น หากเป็นผู้ครอบครองหรือดูแลพื้นที่ แต่แนวทางปฏิบัติกลับขาดความชัดเจนเกี่ยวกับกลไกการตัดสินใจร่วม การเข้าถึงข้อมูล และกระบวนการ FPIC นอกจากนี้ แผนยังให้น้ำหนักอย่างมากกับกา รเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างรัฐกับชุมชนชาติพันธุ์. ในพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนจำนวนมากยังคงไม่ได้รับการรับรองสิทธิเหนือที่ดินตามกฎหมาย

ในเป้าหมายที่ 3 ซึ่งกล่าวถึงการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม แผนกลับไม่กล่าวถึงวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ เช่น ไร่หมุนเวียน ซึ่งมีหลักฐานทางนิเวศวิทยามากมายว่าสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ดีกว่ารูปแบบเกษตรเชิงเดี่ยวสมัยใหม่ ช่องว่างนี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการยอมรับองค์ความรู้ท้องถิ่นในฐานะเครื่องมืออนุรักษ์ ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ควร “อนุรักษ์ตามประเพณี”

ยุทธศาสตร์ที่ 2ซึ่งมุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน มีการกล่าวถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเป้าหมายที่ 5, 9 และ 10 ซึ่งระบุชัดเจนว่าต้องส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากร การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการใช้หลักการ FPIC ในการตัดสินใจทุกระดับ การยอมรับนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ KMGBF และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP)

อย่างไรก็ตาม การระบุถ้อยคำในแผนยังไม่เท่ากับการรับรองสิทธิในทางปฏิบัติ หากไม่มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งล้วนมีข้อจำกัดต่อการยอมรับสิทธิชุมชนในที่ดินและทรัพยากร การระบุ FPIC ในแผนจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นเพียง “หลักการเชิงสัญลักษณ์” ที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของชุมชนได้จริงเช่นเดียวกับกรณีศึกษาในหลายประเทศกำลังพัฒนา

กลไกถาวรตามมาตรา 8(j): ความหวังใหม่และคำถามต่อบทบาทของรัฐไทย

การที่อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพรับรอง “กลไกถาวรว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” ตามมาตรา 8(j) ในปี 2024 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สร้างมาตรฐานขั้นต่ำซึ่งรัฐภาคี รวมถึงประเทศไทยต้องยึดถือ กลไกนี้กำหนดให้รัฐต้องเคารพความรู้ดั้งเดิม สนับสนุนการมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และต้องรับประกันว่าการใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาต้องเป็นไปตามหลัก FPIC พร้อมการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม
สำหรับประเทศไทย การยกระดับกลไกนี้เข้าสู่การปฏิบัติยังเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะสถานะทางกฎหมายของชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการยอมรับทางนโยบายในระดับหนึ่งก็ตาม ช่องว่างนี้ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของมาตรา 8(j) ได้จริงเพียงใด หากกลุ่มชนพื้นเมืองยังไม่มีฐานะผู้มีสิทธิตามกฎหมายในมิติที่ดินและทรัพยากร

ข้อเสนอหลักของชนเผ่าพื้นเมือง: การขับเคลื่อนจากภาคประชาชนและการนิยามความยั่งยืนจากระดับล่าง

ข้อเสนอสำคัญของชนเผ่าพื้นเมืองต่อ NBSAP ฉบับที่ 5 มีความสอดคล้องเชิงเนื้อหาและหลักการกับ KMGBF ทั้งในเรื่องการเคารพสิทธิ การยอมรับภูมิปัญญา ระบบการจัดการชุมชน การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม บทบาทของผู้หญิงและเยาวชน และการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล หากมองในเชิงวิพากษ์ จะพบว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องของชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้น แต่เป็นการผลักดัน “นิยามทางเลือกของการอนุรักษ์” ที่ตั้งอยู่บนฐานของการจัดการร่วมและสิทธิชุมชน ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านนิเวศที่ดีกว่าการอนุรักษ์แบบรัฐรวมศูนย์

ภาคผนวก (อ้างอิง NBSAP)

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และขจัยภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อคงไว้ซึ่งบริการจากระบบนิเวศ

เป้าหมายที่ 1 ว่าด้วยการลดการสูญเสียพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งบนบกและในทะเล. โดยการวางแผนเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ในคำอธิบายเป้าหมายระบุว่า การวางแผนเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วมอย่างบูรณาการ ทั้งนี้ให้เคารพสิทธิและหน้าที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น หากครอบครองหรือดูแลรักษาพื้นที่นั้น ซึ่งแนวทางดำเนินงานได้ระบุว่า เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ โดยพิจารณาและตระหนักถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ เพื่อทำตวามเข้าใจบริบทของพื้นที่ซี่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางแผนเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม

เป้าหมายที่ 2 ว่าด้วยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ขยายพื้นที่คุ้มครอง เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ให้ความสำคัญกับพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายและพื้นที่นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งได้ระบุว่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูดังกล่าวจะไม่ละเลยการพิจารณาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ด้วยตามความเหมาะสมในพื้นที่ดังกล่าว โดยให้เคารพสิทธิและหน้าที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นหากครอบครองหรือดูแลรักษาพื้นที่นั้น นอกจากนั้นยังระบุว่าการบังคับใช้กฏหมายในพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายและนอกพื้นที่คุ้มครองโดยการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ซึ่งแนวทางการดำเนินงานเพื่อขยายและปรับปรุงพื้นที่รูปแบบเดิมและเพิ่มเติมรูปแบบใหม่ คือ (1) พื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย (2) พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง และ (3) พื้นที่อนุรักษ์และใช้ประโยชน์โดยกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น ในบางกรณีมีพื้นที่ในการครอบครองเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ของประชาชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ในลักษณะเป็นเจ้าของ ครอบครอง และ/หรือจัดการ ที่เป็นเอกลักษณ์และสำคัญ ซึ่งการตัดสินใจใดๆต้องตระหนักและเคารพสิทธิและหน้าที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้มาตรการและแนวทางปฏิบัติกลับให้น้ำหนักไปในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพื้นที่และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

เป้าหมายที่ 3ว่าด้วยการอนุรักษ์และคุ้มครองชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม กลับไม่ได้กล่าวถึงการเกษตรและวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การทำเกษตรตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นวิถีในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์และมีความยั่งยืน รวมถึงกิจกรรมของภาคเอกชนที่เป็นภัยคุกคาม และแน่นอนว่าไม่ได้มีมาตรการในการแก้ไขกฎหมายและนโยบายเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ไร่หมุนเวียน เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

เป้าหมายที่ 5 ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ โดยระบุว่าการพัฒนานโยบายและกรอบกฎหมายควรสนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมถึงการคุ้มครองสิทธิและการสนับสนุนกลุ่มชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (IPLCs) ในการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

เป้าหมายที่ 9: เพิ่มช่องทางและกลไกทางการเงิน เสริมสร้างบทบาทความร่วมมือกับกลุ่มชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (IPLCs) ผ่านแนวทางที่ไม่มุ่งเชิงพาณิชย์ เช่น การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดย IPLCs และสนับสนุนกลไกทางการเงินสำหรับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เป้าหมายที่ 10: พัฒนาระบบข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อการตัดสินใจและการดำเนินงาน รับรองและให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น หลักการการให้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล (FPIC) รวมถึงการตระหนักถึงบทบาทและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น สตรี เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

ให้ความสำคัญในการตัดสินใจและการเข้าถึงความยุติธรรมและข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ สตรี เยาวชน กลุ่มเปราะบาง โดยเคารพวัฒนธรรมและสิทธิเหนือที่ดิน ทรัพยากรและความรู้ดั้งเดิม

ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น มีความเข้าใจทางวัฒนธรรมและองค์รวมเกี่ยวกับธรรมชาติ การปฏิบัติการและนวัตกรรมดั้งเดิมของพวกเขา มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน มีบทบาทพื้นฐานในการพัฒนาความคิดริเริ่มในการอนุรักษ์ผสมผสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและระบบการปกครองดั้งเดิม รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งได้ยกตัวอย่าง วนเกษตร การทำฟาร์มหมุนเวียน และระบบการจัดการการอนุรักษ์โดยชุมชน

การตระหนักถึงบทบาทและสิทธิของชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ สตรี เยาวชน และกลุ่มเปราะบางต่อการอนุรักษ์และคุ้มครอง เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นตัวแทนและการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ เสมอภาค และครอบคลุมในกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนส่งเสริมแนวทางที่ครอบคลุมการมีส่วนร่วมและตามสิทธิในการอนุกรักษ์ รวมถึงการเข้าถึความยุติธรรมและข้อมูล การปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิของชุมชนท้องถิ่นเหนือวัฒนธรรม ดินแดน ทรัพยากร และความดั้งเดิม โดยตระหนักและธำรงไว้ซึ่งสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นตามที่ระบุไว้ในกรอบระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและกฎหมายสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเคารพในสิทธิในการเป็นเจ้าของ ใช้ พัฒนา และคยวบคุมที่ดิน ดินแดน และทรัพยากรของตน

ซึ่งมีมาตรการและแนวทาปฏิบัติในการสนับสนุนการจัดทำฐานข้อมูลของชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ สตรี เยาวชนและกลุ่มเปราะบางต่อการอนุรักษ์และคุ้มครองความหลากหลาย และส่งเสริมและจัดให้มีสื่อ และ/หรือกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืนให้แก่เจ้าหน้าที่ ชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ สตรี เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง และเสริมสร้างความตระหนักในบทบาทของชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะสตรี เยาวชน และขาติพนธุ์ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เป้าหมายที่ 11: เสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและการวิจัย หลักการ FPIC ต้องได้รับการยึดถือในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

Share